ท่องเมืองม่านหลังนาร์กิส
เที่ยวชม 5
มหาบูชาสถาน
และเมืองสำคัญในพม่า
11 – 19 May 2008
อารัมบท
: ก่อนจะเป็นทริปนี้
ตอนแรกตั้งใจว่าจะค่อย
ๆ
ละเลียดรีวิวทริปแบบใจเย็น
ๆ
เนื่องจากยังเหนื่อยไม่หาย
แถมรูปก็มีมากมายหลายพัน(ที่ต้องคัดทิ้ง
^^)
แต่หลังโดนรบเร้าจากหลายฝ่ายที่อยากเห็นภาพล่าสุดในพม่า ที่สุดก็จำเป็นต้องรีบทำออกมา
หลังจากปล่อยให้นายเอ๋
เพื่อนร่วมทริปของผมเอารูปไปอวดใครต่อใครซะเจ็ดย่านน้ำแล้ว
J
ทริปนี้หลายคนคงงง
ว่ามันจะไปพม่าทำแมวน้ำอะไรกันตอนนี้ พายุเค้าพึ่งเข้าหยก
ๆ
คนตายเป็นหมื่น
...............ก็ขอเล่าให้ฟังเลยละกันว่า
สาเหตุมันเริ่มต้นจากที่ผมกะเอ๋มองหาที่เที่ยวสำหรับวันหยุดยาวในเดือนพฤษภาคม
ซึ่งเป็นการหยุดครั้งแรกในช่วงครึ่งปีแรกของพวกเรา เนื่องจากตั้งแต่ปีใหม่งานเข้าตลอด
ทีมเราไม่สามารถลาหยุดไปไหนได้
...............เรียกว่ากะไปปลดปล่อยกันเต็มที่
ว่างั้น
การแพลนวันหยุดในเดือนพฤษภาคม เป็นอะไรที่ยากบรรลัย
อย่างในประเทศไทยรู้ดีว่าเป็นช่วงมีฝน ทะเลตัดออกไปได้เลย
ส่วนถ้าฝืนไปจริง
ๆ
ก็คงต้องไปนั่งวัดดวงว่าพายุจะเข้าหรือไม่ริมหาด
ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เวิร์ค
ดังนั้น
เราสองตัว
เอ๊ย
สองคนจึงมาคิดดูว่าจะไปไหนดี
ซึ่งหลังจากใช้ความคิดอย่างหนัก(ประมาณ
2 นาที)
เราก็ตัดสินใจที่จะไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่แพงนัก เช่น ลาว, เขมร แทน
(ซึ่งมาย้อนคิดดูอีกทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า
ทำไมเราถึงคิดว่าฝนจะไม่ตกในประเทศเหล่านี้ด้วย
ฮ่า ๆ)
เอ๋เสนอว่า
เราไปนครวัดกันดีฝ่า
ผมโอเค
ไปก็ไป ...............ทว่าหลังเข้าไปเช็คตั๋วเครื่องบินโลว์คอสต์เพื่อจะไปพนมเปญ
หรือเสียมเรียบ
ซึ่งไม่มีโปรโมชั่น ผมก็เหลือบไปเห็นชื่อเมือง
ๆ
หนึ่งในลิสต์
ตั๋วราคาประหยัดของแอร์เอเชีย ไอเดียใสปิ๊งก็แล่นเข้ามาในสมอง
ถูกต้อง
ย่างกุ้ง! นั่งเอง
ตั๋วไปกลับกรุงเทพฯ
–
ย่างกุ้ง
ในราคาสามพันกว่า
ช่างเป็นอะไรที่ยั่วใจ
ดังนั้นหลังจากใช้เวลาคิดกันอย่างหนักอีกครั้ง
(ประมาณครึ่งนาที)
เราก็ทำการจองตั๋วดังกล่าวทันที
ตามสไตล์โปรแกรมเมอร์ใจร้อน
หวังผลจำนวนมาก
ด้วยต้นทุนต่ำสุด J
ใครจะคิดว่า
หลังจากวันนั้นปัญหาจะตามมาเป็นโขยงเลยครับ!
ตั้งแต่การทำ
พาสปอร์ต, วีซ่า,
การจองตั๋ว,
ที่พัก และการเดินทางต่าง
ๆ
เนื่องจากไม่ใช้บริการของทัวร์ เพราะมั่นใจว่าน่าจะไปด้วยตัวเองได้ หลังจากศึกษาข้อมูลลึกขึ้นเรื่อย
ๆ ทั้งจากในหนังสือ
และอินเทอร์เนตปรากฏว่างบประมาณนี่พุ่งกระฉูดหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว
เนื่องจากพม่ามีเมืองที่น่าเที่ยวอยู่มากมายหลายเมือง
กระจายอยู่ทั่วประเทศดังนั้น
จึงต้องเดินทางกันหลายครั้ง
ยังไม่นับเรื่องการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในพม่า
ซึ่งหัวหน้าชาวอังกฤษที่ออฟฟิศถึงกับปรารภด้วยความเป็นห่วงในด้านความปลอดภัย
แบบดัง ๆ
หลายครั้ง
ทั้งทางคำพูดและอีเมล์
เป็นที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าไปตาม
ๆ กัน
แต่นั่นละครับ
อะไรที่มาแย่
ๆ แล้ว
อย่านึกว่าจะจบง่าย
ๆ
เพราะมันจะยังมีเรื่องที่แย่ที่สุดรอเราอยู่!
(ปรัชญาของใครฟระเนี่ย ฮ่า ๆ)
วันที่
2 พ.ค.
คือวันที่ผมทำการโอนเงิน
และดีลขั้นสุดท้ายทางอีเมล์กับเอเยนต์
และคนขับรถที่พม่า
ทว่าหลังจากนั้นเกือบอาทิตย์
ผมไม่ได้ข่าวจากพวกเค้าเลย
แต่ได้อีกข่าวนึงแทนทางหน้าหนังสือพิมพ์
แม่นแล้วครับ
พายุไซโคลนนาร์กิส! นั่นเอง
หนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทางไปขึ้นเครื่องที่กรุงเทพฯ
ผมได้รับการอัพเดตข่าวพายุลูกนี้ทุกวัน
จากทุกแหล่ง
โดยเฉพาะที่ทำงาน ทำเอาซึมกันไปทั้งคู่
เพราะลำพังแค่เรื่องลงประชามติฯ ก็กินใจกับหัวหน้าอยู่แล้ว นี่ยังมีข่าวพายุซึ่งต่อมากลายเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดของพม่าเข้ามาอีก
ในสัปดาห์นั้นเราได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ ตั้งแต่
น้ำกิน
น้ำใช้,
ไฟฟ้า, อินเทอร์เนต
ถูกตัดขาดในเมืองย่างกุ้ง,
ภาวะขาดแคลนอาหาร,
ข้าวของขั้นราคา,
โรคระบาด
และอาชญากรรมขยายไปทั่วประเทศ,
สนามบินปิดทำการไปสองวัน,
ไม่มีเมล์ตอบกลับมาแม้แต่ฉบับเดียวในช่วงนั้น
(เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าและอินเทอร์เนต),
จำนวนผู้เสียชีวิตตั้งกะ
หลักร้อย
(ซึ่งก็น่าตกใจอยู่แล้ว)
พุ่งขึ้นเรื่อย
ๆ ในแต่ละวันด้วยอัตราการเติบโตแบบเอ๊กซ์โปเนนเชียล
จากสองพัน
เป็นสี่พัน,
แปดพัน,
สองหมื่น,
สี่หมื่น
จนวันสุดท้ายผมยังจำขึ้นใจว่า
เหล่าหัวหน้าของผมแจ้งข่าวว่ายอดคนตายตอนนี้ทะลุ 8
หมื่นถึง 1
แสน! คนแล้ว
กรุณาคิดทบทวนอีกที
และเลื่อนการเดินทางเถอะ
(กดดันมากครับขอบอก)
เอ๋ซึ่งตามปกติไม่มีคำว่า
‘ถอยหลัง’ หรือ ‘ยกเลิก’ อยู่ในพจนานุกรมส่วนตัว(โดยเฉพาะเรื่องที่จ่ายตังค์ไปล่วงหน้าก่อนแล้ว)
ถึงกับยอมจำนนแบบกลาย
ๆ ว่า
ทริปทั้งหมดอาจจะต้องยกเลิก
ผมเองก็ไม่ได้ดื้อดึงว่าจะต้องไปให้ได้
เนื่องจากอะไรที่มันทำไม่ได้มันก็ต้องยกเลิก แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นเราขอคอนเฟิร์มครั้งสุดท้ายกับสถานทูต,
แอร์เอเชีย
และเอเยนต์ทั้งหมดที่เราติดต่อไว้
...............ผลที่ออกมานั้นทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าเดิม
เพราะทั้งหมดยังยืนยันว่าสามารถดำเนินการตามปกติ! (ตอนผมบอกหัวหน้า
แกส่ายหัวใหญ่เลยบอกคนตายเยอะขนาดนี้
บอกปกติได้ยังไง ซึ่งผมก็คิดเหมือนแกนั่นล่ะ สรุปว่าใครบ้าก็ไม่รู้เนอะ ฮิ ฮิ)
ทางเลือกในการเลื่อนตั๋วเครื่องบิน
และการจองอื่น
ๆ ก็แพงพอ ๆ กับการจองใหม่
ที่สุดหนึ่งวันก่อนกำหนดเดินทาง
เอเยนต์ผู้สาบสูญก็ตอบเมล์เราอีกครั้งเพื่อบอกว่า พวกเค้าปลอดภัยดี
และไฟฟ้าในย่างกุ้งกลับมาใช้ได้แล้ว!
ดังนั้นการตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงขึ้นอยู่กับเราว่าจะไป หรือไม่ไปเสี่ยง
(แต่ต้องยอมเสียเงินเกือบทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว) บอกได้เลยครับว่าตัดสินใจได้ยากมาก
โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าบอสของเราในช่วงนั้น เหอ ๆ
ในที่สุดเราเลือกแบบไหนนั้นคงจะทราบกันแล้วนะครับ
J
Day 1
มิงกาละบา! วันแรกในย่างกุ้ง
และหงสาวดี (11 May)
ออกเดินทางจากเชียงใหม่ในคืนวันที่
9 พ.ค.
โดยรถไฟเพื่อมาค้างที่กรุงเทพฯ
ก่อน 1 วัน



เช้าวันตรู่วันที่
11 พ.ค.
พร้อมรายงานตัวที่
สนามบินสุวรรณภูมิ


สภาพเมืองย่างกุ้ง
ดูไม่จืดทีเดียวครับ
ตอนนั้นก็เสียว
ๆ จะเห็นซากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เหมือนกัน
ดีว่าเจอแต่ซากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าต้นไม้
J



สนามบินมินกาละดง
หรือชื่ออย่างเป็นทางการ



สนามบินของเค้าพึ่งสร้างเสร็จใหม่
ๆ
เรียกว่าดูดีทีเดียว


ในที่สุดก็เจอ
Mr. Chan คนขับรถของเรานั่นเองครับ (ตอนแรกนึกว่าแกจะเป็นอะไรไปซะแล้ว เพราะขาดการติดต่อไปเลย
เรากะว่าถ้าไม่เจอแกก็หาคันอื่นครับ แหะ ๆ) หลายคนใน Pantip ห้อง Blueplanet อาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงของแกมาแล้ว
คนนี้เยี่ยมครับ
recommended ราคาถูก
บริการดี ภาษาอังกฤษใช้ได้
ที่สำคัญเชื่อถือได้ครับ
แม้ท่าทางจะน่ากลัวนิดหน่อย อิ อิ (คนรุ่นเก่าครับ
กินหมากฟันแดงแจ๋เลย
บรื๋อสส์)

สภาพด้านนอกสนามบิน
ป้ายโฆษณาและต้นไม้ส่วนใหญ่หักโค่น

ตามแพลนวันนี้เราจะไปเที่ยวเมือง
พะโค หรือหงสาวดีกันเป็นที่แรก
เมืองนี้อยู่ห่างจากย่างกุ้งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ
80 กม.
(ในแผนที่ ย่างกุ้ง
คือ ‘Yangon’
ส่วน พะโค
หรือหงสาวดี คือ ‘Bago’)
ในประวัติศาสตร์ที่นี่เคยเป็นเมืองหลวงของทั้งพม่า
และมอญ และเป็นที่ตั้งของ
1 ใน 5
มหาบูชาสถาน ได้แก่
เจดีย์ชเวมอร์ดอว์
(พระธาตุมุเตา)
คนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นชื่อหงสาวดีกันดีอยู่แล้ว
เมืองนี้คือเมืองหลวงของพม่า
ในสมัยที่พม่าตีกรุงศรีฯ
แตกครั้งที่ 1
ครับ
(ฉากส่วนใหญ่ในหนังนเรศวรภาคแรกนั่นแหละครับ)
และเป็นเมืองของกษัตริย์พม่าที่เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี
บุเรงนอง (บาเยงนอง)
ถนนระหว่างย่างกุ้ง
– พะโค
ตอนที่ผมไปบอกได้คำเดียวว่า
ห่วยแตกสิ้นดีครับ
L ระยะทาง
80 กม.
เป็นหลุมเป็นบ่อซะประมาณ
70 กม.
เห็นจะได้
เรียกว่ากระแทกกระทั้นกันตลอดเส้นทางดีจิน
ๆ
นอกจากนั้นระหว่างเส้นทางยังมีด่านเก็บเงิน
เป็นระยะ เห็นแล้วก็ขำ
ดูคล้ายด่านทางด่วนบ้างเราเลย J แต่ส่วนใหญ่ด่านจะเป็นที่กั้นเล็ก
ๆ
และมีคนสวมชุดกึ่งทหาร
ยืนรออยู่ข้างถนน (ขวามือ
คือ รถ Mr.
Chan นั่นเอง
ไม่มีแอร์นะครับ
แต่นั่งสบาย
ยืดขาได้เต็มที่
เพราะเป็นรถตู้
ฮ่า ๆ)



วัดแรกในพะโค
ได้แก่ วัดไจ้ท์ปุ๊น
ครับ
(ไจ้ท์
ในภาษามอญ
หมายถึงเจดีย์, ปุ๊น
แปลว่า สี่)
เจดีย์ที่อยู่ตรงกลางรอบล้อมด้วยพระพุทธเจ้าในอดีต
4 พระองค์ครับ
ตามตำนานกล่าวว่าผู้สร้างวัดนี้เป็นสตรีสี่พี่น้อง เชื่อกันว่าหากคนใดคนหนึ่งแต่งงาน
พระพุทธรูปก็จะพังลงมา


ถัดจากนั้นมาถึง วัดพระพุทธไสยาสน์
ชเวตาเลียว
..........................องค์พระยาว
55 เมตร
สูง 16 เมตร
สร้างตั้งแต่ปี
ค.ศ. 994
เคยถูกทิ้งร้างไปนานหลายร้อยปีในสมัยที่เมืองพะโคเสื่อมอำนาจและถูกทำลาย
พึ่งได้รับการบูรณะอย่างในปัจจุบันเมื่อปี
ค.ศ. 1948


ต่อไปคือ
วัดมหาเซดี
(มหาเซดีพญา )
พระเจดีย์องค์นี้ตอนแรกมองจากพระพุทธรูปชเวตาเลียว
ผมนึกว่าเป็นพระธาตุมุเตาครับ
เพราะใหญ่โตมาก
ตอนหลังเลยรู้ว่าไม่ใช่
มหาเจดีย์แห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนอง
ในค.ศ. 1560
เพื่อเป็นที่บรรจุพระทันตธาตุ(ฟัน)ครับ
ทางเข้าด้านหน้า
และพระพุทธรูปในศาลาที่รายล้อมองค์เจดีย์


ใหญ่โตอย่างยิ่ง




ต่อมาคือ
วัดชเวกู่กะเล
ครับ
ที่วัดนี้
ภายในเจดีย์จะเป็นอุโมงค์ให้เข้าไปด้านในได้
และจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่โดยรอบ

จากนั้นเราแวะกลับไปที่พระนอนที่เราเลยผ่านมาอีกครั้ง
น่าเสียดายว่าไม่ทราบทั้งชื่อ
และประวัติครับ แต่ดูแล้วคงพึ่งสร้างเสร็จจริง
ๆ นอกจากความใหญ่โตมโหฬารแล้ว
ลักษณะองค์พระก็งดงามอ่อนช้อนมากครับ




เจดีย์
และสิงห์บริเวณพระพุทธรูปครับ

จากนั้นเรามุ่งหน้าสู่
มหาบูชาสถานแห่งแรก เจดีย์ชเวมอร์ดอว์
หรือชเวมอต่อพญา
(พระธาตุมุเตา) ...........................บางคนอาจจะงงว่าอะไร
คือ
มหาบูชาสถาน? ขออธิบายดังนี้ครับ
พม่ามีบูชาสถาน(ในศาสนาพุทธ)
อยู่เป็นจำนวนมากนับพันนับหมื่นแห่ง
แต่จะมีอยู่
5
สิ่งที่พุทธศาสนิกชนในพม่าจัดให้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
ได้แก่
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง
ที่เมืองย่างกุ้ง
,
พระธาตุอินทร์แขวน
ที่เมืองไจท์โถ่ว,
พระมหามัยมุนี
ที่เมืองมัณฑะเลย์,
เจดีย์ชเวมอร์ดอร์
ที่เมืองพะโค
และเจดีย์ชเวซิกอง
ที่เมืองพุกาม ครับ
คนพม่าถือกันว่าในช่วงชีวิตจะต้องไปสักการะสถานที่ดังกล่าวให้ได้ครบทั้งหมดครับ
จึงจะได้บุญมาก
ถนนมุ่งหน้าสู่
เจดีย์ชเวมอร์ดอว์

บันไดทางขึ้น
และสิงห์ด้านหน้า

เจดีย์ชเวมอร์ดอว์
หรือพระธาตุชเวมอร์ดอว์
มีความสูง 114
เมตร
(น่าจะเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า) ตำนานเล่าว่า
เมื่อนายวาณิชพี่น้องนามว่ามหาศาลกับจุลศาลเดินทางกลับมาจากอินเดียนั้น
ทั้งสองได้อัญเชิญพระเกศธาตุของพระพุทธองค์มาด้วยสองเส้น
เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดจึงได้สร้างสถูปเล็ก
ๆ
ครอบพระธาตุเอาไว้
และได้มีการขยายต่อเติมองค์สถูปให้ใหญ่ขึ้นอีกหลายครั้ง
ในช่วงระยะเวลาประมาณสองพันปีที่ผ่านมาก พระเจดีย์แห่งนี้เคยประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี
ค.ศ. 1930
ซึ่งทำให้พระเจดีย์เกือบพังลงมาทั้งองค์ แต่ภายหลังชาวพม่าได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และแรงกายบูรณะองค์เจดีย์จนสูงสง่ายิ่งกว่าเดิม

ที่นี่ยังเป็นสถานที่เจาะพระกรรณ
(หู)
ของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์แห่งตองอู
(คนที่มาตีกรุงศรีฯ
ในศึกพระศรีสุริโยไท)
ตำนานกล่าวว่า
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ในวัย 15
ปี
นำทหารเอก 500
คน
เดินทางเข้ามาทำพิธีเจาะพระกรรณที่เจดีย์ชเวมอร์ดอว์ ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างมาก
เนื่องจากเมืองพะโคเป็นศูนย์กลางอาณาจักรมอญในเวลานั้น
ทหารทั้ง 500
นายทำการอารักขาล้อมองค์พระเจดีย์
เพื่อให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และเหล่าพราหมณ์ อำมาตย์
ประกอบพิธีท่ามกลางความพรั่นพรึงของเหล่าพราหมณ์เมื่อเห็นกองทัพมอญนับหมื่นรายล้อมอยู่ด้านนอก
แต่ด้วยความองอาจและบุญญาธิการของกษัตริย์หนุ่มทำให้สามารถประกอบพิธีสำเร็จและเสด็จกลับเมืองตองอู
ได้อย่างน่าอัศจรรย์
โดยเหล่าทหารมอญหาได้กล้าทำอันตรายแต่อย่างใด
จากวีรกรรมนี้ชื่อเสียงของกษัตริย์หนุ่มผู้อาจหาญก็รุ่งเรืองขึ้นนับแต่นั้น


ยอดสถูปที่พังลงมา
คราวแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีค.ศ.
1930

ยอดฉัตร



ซ้าย
:
เอ๋
ขณะกำลังพยายามล่อลวงเด็กชาวพม่า
ในบริเวณวัด, ขวา
:
ตุ๊กตา
(เดาว่าเป็นหงส์
)

บริเวณทางเข้าเจดีย์ชเวมอร์ดอว์

จากนั้นเราก็ไปหาอะไรกินกันครับ
..................สภาพเมืองหงสาวดีตอนบ่าย
อบอวลไปด้วยฝุ่น,
ไอแดด
และพาหนะนานาชนิด



Mr.
Chan พาเราไปกินอาหารแขกครับ
ไม่เลวเลยทีเดียว
มาพม่านี่ประทับใจอย่างนึง
ถึงอาหารจะออกแนวอินเดีย
แต่เค้าไม่เขียมข้าวแบบบ้านเราครับ
คนกินข้าวเยอะ
ๆ
แบบผมก็สบายไป
ฮ่า ๆ แบบที่เรากินเนี่ย
เติมทุกอย่างได้หมดเลย คล้าย
ๆ บุฟเฟต์

เย็นนี้ตามแพลนของเราคือขึ้นไปนอนบนโรงแรมใกล้พระธาตุอินทร์แขวน
ดังนั้นเราจึงเดินทางต่อทันทีไปยังคิมปุนแคมป์ ก่อนจากเมืองหงสาวดี
ลาเมืองพะโคกันด้วยภาพเจดีย์ชเวมอร์ดอร์ ในระยะไกลครับ

เราใช้เวลาประมาณ
2
ชั่วโมงครึ่งจากพะโค
มาถึงเมืองไจท์โถ่ว บริเวณคิมปุนแคมป์เพื่อขึ้นรถไปบนยอดเขาไจท์ทีโยครับ
ถนนหนทางช่วงนี้ก็พอ
ๆ เส้นย่างกุ้ง
– พะโค
นั่งรถนี่ความรู้สึกเหมือนนั่งรถม้าประมาณนั้นมีขึ้นมีลงตลอด J , ขวามือคือสภาพรถที่เราต้องนั่ง บั่นทอนสุขภาพก้นไม่น้อย
ฮ่า ๆ

พอรถออกปุ๊บ
ฝนตกปั๊บเลยครับ รถที่นั่งยาก
ๆ อยู่แล้ว
ยิ่งยากขึ้นไปอีก
ไม่รู้เพราะมีตัวประหลาดจากไทยแลนด์ไปด้วยหรือเปล่า ชาวบ้านเดือดร้อนน่าดู ฮ่า ๆ

ตอนแรกตั้งใจว่าขึ้นไปแล้ว จะนมัสการพระธาตุตอนค่ำเลย
แต่ต้องเปลี่ยนแพลนครับ
เพราะฝนตกหนักมาก แถมช่วงขึ้นที่ลำบากเอาเรื่องเลยทีเดียว
เพราะช่วงสุดท้ายเราต้องลงรถ
แล้วเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ
2 ไมล์
เรียกว่าสะบักสะบอมเลยทีเดียว
กว่าจะถึงโรงแรม
(คนแบกหามสุดยอดมากครับ
ลำพังเดินขึ้นธรรมดาก็แย่แล้ว
ของที่แกทูนไว้บนหัวนั้น
หลายสิบกิโลเลยละครับ ขอบอกหนักมาก) …….จบ Day1

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////