ท่องเมืองม่านหลังนาร์กิส

 

เที่ยวชม 5 มหาบูชาสถาน  และเมืองสำคัญในพม่า 11 19 May 2008

 

 

By   Shoot_cmu@yahoo.co.uk

 

 

 

 

 

Day  3  พระมหามัยมุนี  และพระราชวังมัณฑะเลย์ (13 May)

 

 

 

ก่อนเริ่มวันที่สาม  ขอพาไปชมร้านบะหมี่ในเมืองมัณฑะเลย์ในคืนก่อน   อร่อยครับร้านนี้ (เสียดาย อ่านชื่อร้านไม่ออก J) 

 

  

 

 

 

เช้าวันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ตีสาม  เพราะในจะมีพิธีล้างหน้าพระมหามัยมุนี  ทุกเช้าเวลาตีสี่ครึ่ง  ...........................โดยพระมหามัยมุนีเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานด้วย  งานนี้จึงต้องทุ่มทุนตื่นเช้ากันซักนิด

 

 

 

 

 

          เชื่อกันว่าพระพุทธรูปนี้เป็นหนึ่งในบรรดาพระพุทธรูปเหมือนที่สร้างขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่  และมีอยู่เพียงห้าองค์เท่านั้น  ตำนานกล่าวว่าสององค์ประดิษฐานอยู่ในอินเดีย  และอีกสององค์ที่เหลือประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า   แต่นักโบราณคดีลงความเห็นว่าสร้างขึ้นใน คศ. ที่ 1 ประมาณ 600 ปีหลังปรินิพพาน  อย่างไรก็ดี  พระพุทธรูปองค์นี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่และมีผู้เคารพเลื่อมใสมากที่สุดในพม่า   

 

 

 

 

 

 

 

          พระมหามัยมุนีถูกสร้างขึ้นที่เมืองยะไข่ (รัฐทางตะวันตกของพม่า  ติดอินเดีย)  และอยู่ที่เมืองยะไข่เป็นเวลาช้านาน   มีกษัตริย์ของพม่าในอดีตในพระองค์พยายามจะช่วงชิงพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ในครอบครองแต่ไม่เคยสำเร็จ  จนถึงสมัยของพระเจ้าโบ่ต่อพญา (คนไทยเรียกพระเจ้าปดุง ผู้ทำสงครามเก้าทัพกับไทย)   ได้ชะลอพระมหามุนีมาได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1784

 

 

 

 

 

องค์พระถูกปิดทองหลายชั้นดูตะปุ่มตะป่ำ  จนได้รับฉายาอีกชื่อว่า พระเนื้อนิ่ม

 

    

 

 

 

ภายนอกมีรูปปั้นกษัตริย์พม่าตั้งอยู่  เนื่องจากไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ  ผมจึงลองถามคนพม่าแถวนั้น  (ซึ่งเป็นหมอดูแม่น ๆ)  แกบอกว่าเป็น พระเจ้าบัณฑุระ(มังระ)  ซึ่งผมไม่แน่ใจเท่าไหร่เนื่องจากว่าคิดว่าน่าจะเป็น พระเจ้าโบ่ตอพญา(ปดุง)  มากกว่า   นอกจากนั้นในวิหารอีกแห่งนึงมีรูปปั้นสำริด  ที่บุเรงนองนำมาจากอยุธยาคราวเสียกรุงครั้งที่ 1  และไทยเราเอามาจากนครวัด ในเขมรอีกที  (ชิงกันเป็นทอด ๆ J )

 

     

 

 

 

บรรยากาศบริเวณวัดสวยงามทีเดียวครับ  ตอนนั้นน่าจะเกือบหกโมงเช้า

 

  

 

 

 

  

 

 

 

บริเวณใกล้ ๆ วิหารพระมหามุนีมีสระน้ำขนาดใหญ่  ซึ่งมีเจดีย์สูงใหญ่อยู่เบื้องหลังครับ  ไม่รู้ชื่อครับ  แต่วิวสวยดี  ตอนถ่ายรูปอยู่บริเวณนี้ได้ฟังเพลงป๊อปพม่าด้วยนะครับ  เข้าใจว่าเป็นเพลงฮิตในขณะนี้  เนื่องจากเปิดถล่มหูผม(และคนอื่น ๆ )  ติดกันถึงสามรอบ    เพราะดีครับ  คำร้องและทำนองมีกลิ่นดนตรีภารตะนิด  ๆ เข้าท่าดีครับ   หวังว่าคงมีค่ายเพลงบ้านเราก๊อปปี้มาให้ฟังในเร็ว ๆ นี้ J

 

   

 

 

 

บริเวณหน้าวัดมีหอนาฬิกาด้วยครับ  ถนนหนทางและบรรยากาศบริเวณนี้  มีความผสมผสานระหว่างยุคสมัยมากทีเดียว  กลมกลืนดีครับ

 

  

 

 

แอบฮานิดหน่อย  คนขับรถ บลูแท็กซี่ของเรา  เฝ้ารอเราในความฝันครับ  ฮิ ฮิ

 

 

 

 

ถนนที่พาเรากลับสู่โรงแรม  มัณฑะเลย์ในยามเช้า

 

  

 

 

                ช่วงสายของวันนั้น  ผมต้องออกไปหาซื้อ Charger ตัวใหม่  เนื่องจากมันดันมาเสียระหว่างเดินทางพอดี  ชาร์ตไฟไม่เข้าครับ  L  ……………ตอนนั้นก็ใจแป้วเหมือนกันว่า  อาจจะได้เก็บกล้องผมใส่กระเป๋าสำหรับทริปนี้  การเดินตามหา Charger  กล้อง Olympus ในเมืองแบบมัณฑะเลย์  นี่เรื่องยาวครับ  เอาไว้ถ้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟังทีหลัง    ข้อดีอย่างนึงของมัณฑะเลย์คือเป็นเมือง ที่ได้รับการวางผังเมืองเป็นอย่างดีครับ    ถนนหนทางในเมืองจะตัดกันเป็นบล็อคเหมือนในเมืองใหญ่ ๆ ของยุโรปเลยครับ  ทำให้บอกพิกัดได้ง่ายมาก  (ถ้าไม่บอกผิดนะ)    ซึ่งข้อดีอันนี้ทำให้ผมหา Charger อันใหม่ภายในเวลา 1 ชม. เท่านั้น  ขอขอบคุณพระเจ้ามินดุงผู้สร้างเมืองเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้วด้วยครับ J

 

                หลังจากจัดการธุระหลาย ๆ เรื่องเสร็จแล้ว  ก็ได้ฤกษ์เที่ยวต่อในช่วงบ่ายครับ  ซึ่งบ่ายนี้เราจะไปเที่ยวชมพระราชวังมัณฑะเลย์  และโบราณสถานอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง

 

 

 

ทางไปพระราชวังมัณฑะเลย์  อากาศช่วงเที่ยงร้อนมากครับ  แต่เมฆดำทะมึนน่ากลัวว่าฝนจะตกจริง ๆ 

 

 

 

 

 

พอเรามาถึงหน้าประตูวังปั๊บ  ในที่สุดก็ตกจริง ๆ  แถมไม่ใช่เบา ๆ เสียด้วย   มาพม่าเลี่ยงหน้าฝนได้เป็นดีครับ  ขอเตือน (ฮ่า ๆ)

 

   

 

 

 

 

 

แต่ในที่สุดเราก็เดินฝ่าฝนเข้ามาถึงตัวพระราชวังได้  (แบบสะบักสะบอม)  สำหรับพระราชวังมัณฑะเลย์แห่งนี้   คอหนังสือ พม่าเสียเมืองของหม่อมคึกฤทธิ์  คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี  ภาพขวาคือหุ่นจำลองพระนางศุภยาลัตและพระเจ้าธีบอ  กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าก่อนเสียเอกราชให้อังกฤษ

 

    

 

 

 

จากซ้ายภาพที่สามคือ  พระเจ้ามินดง  พระบิดาของพระเจ้าธีบอ  ผู้ย้ายเมืองหลวงจากอมรปุระ  มายังมัณฑะเลย์เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน (ถูกประกบด้วยลูกสมุนซ้ายขวา J)

 

   

 

 

 

เข้าสู่กลุ่มตำหนักด้านหลังท้องพระโรง

 

 

 

จากนั้นเราก็วกกลับมาทางด้าน  ทางนี้มีหอคอยสูง  ที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้ครับ  ตามตำนานกล่าวว่าพระนางศุภยาลัต  ขึ้นมาทอดพระเนตรกองทัพอังกฤษขณะกำลังยาตราเข้าสู่เมืองมัณฑะเลย์  หลังพม่ายอมจำนน

 

  

 

 

 

วิวด้านบนสวยดีครับ 

  

 

 

 

ลาพระราชวังกันด้วยภาพนี้ละกัน J

 

 

 

 

 

ใกล้กับพระราชวังมีรูปปั้นของกษัตริย์พม่าผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต 10 พระองค์ครับ  เอารูปมาให้ดูบางส่วน  ตอนนั้นแบตใกล้หมดครับ  ถ่ายมาได้แต่รูปปั้น  แต่ดันไม่ได้ถ่ายป้ายชื่อมาด้วย  นำภาพมาให้ดูเป็นบางองค์  ………………….จากซ้ายไปขวา  (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ)  พระเจ้าอลองพญา,  พระเจ้าบัณฑุระ(มังระ),  พระเจ้าอโนรธา  และพระเจ้าอลองสิทธูครับ 

 

   

 

 

 

          ขณะที่เรากำลังจะเดินออกจากพระราชวัง  เพื่อหารถนั่งไปชมโบราณสถานบริเวณใกล้เคียง  รถถีบสามล้อ (บ้านเค้าเรียก Tri-shot) ผู้รู้งานก็เข้ามารับเราทันทีครับ  สนนราคาพอรับได้  เราก็ตกลงไปทันที  ตามโปรแกรมเรามีวัดให้เยี่ยมชมประมาณ 4-5 แห่ง  ครับ  ก่อนจะไปปิดท้ายที่มัณฑะเลย์ฮิลล์  ที่เป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเมือง

 

   

 

 

 

คูเมืองและแนวกำแพงของเมืองมัณฑะเลย์  ยังดูยิ่งใหญ่แม้เลยสมัยอันรุ่งเรืองมาแล้ว  เนินเขาที่เป็นแบคกรานด์ในรูปคือมัณฑะเลย์ฮิลล์

 

 

 

 

 

วัดแรกได้แก่  วัดชเวนันดอ ครับ  ความสำคัญคือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามินดงเพียงหลังเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่  เมื่อแรกสร้างวัดนี้เคยอยู่ในเขตพระราชวังมาก่อน  ภายหลังเมื่อพระเจ้ามินดงสิ้นพระชนม์ลงในวัดแห่งนี้  พระเจ้าธีบอจึงให้ย้ายมา ณ ที่ปัจจุบัน  วัดนี้มีชื่อเสียงด้านงานแกะสลักไม้อันวิจิตรประณีตมาก

 

 

 

 

 

 

ใกล้ๆ  กันนั้นคือวัดอะตุหม่าชิ  ซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่แทนอารามหลังเดิมที่ถูกอัคคีภัยในปี ค.ศ. 1890

 

 

 

   

 

 

 

จากนั้น  สามล้อปั่นก็พาเราไปยัง วัดกุโสดอ  ที่มี ตำราเล่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ซึ่งก็คือจารึกพระไตรปิฏกที่ได้รับการชำระเป็นภาษาบาลี   ที่ได้จากการสังคายนาครั้งที่ ห้า  ประดิษฐานอยู่ภายใต้มณฑปขนาดเล็ก 729 หลังรอบเจดีย์ประธาน

 

 

 

  

 

 

 

ใกล้กันนั้นคือ วันสันดามุนี  วัดนี้ในอดีตเป็นที่ประทับชั่วคราวของพระเจ้ามินดง  ขณะก่อสร้างกรุงมัณฑะเลย์  นอกจากนั้นวัดนี้เจดีย์บรรจุแผ่นจารึกพระไตรปิฏก 1774 แผ่น  อยู่รายรอบวัด

 

  

 

 

 

 

 

 

 

จากนั้นเป็นวัดเจ้าต่อจีพญา  ซึ่งมีพระพุทธรูปขนาดมหึมาที่แกะสลักด้วยหินอ่อนในปี ค.ศ. 1865  โดยใช้แรงงานขนย้าย 10000 คน  เป็นเวลา 13 วัน

 

 

 

ปิดท้ายด้วยเนินเขามัณฑะเลย์  หรือมัณฑะเลย์ฮิลล์  ที่มีวัดตามเส้นทางโดยตลอด  ตามตำนานกล่าวว่าพระพุทธองค์เคยเสด็จมาที่เนินเขานี้  และให้พุทธยากรณ์ว่าจะมีเมืองใหญ่เกิดขึ้นที่นี่  หลังพุทธปรินิพพาน 2400 ปี  เนินเขานี้มีบันไดทั้งหมดมากถึง 1729 ขั้น   เรียกว่าเป็นด่านสุดท้ายที่ทำเอาลิ้นห้อยเลยครับ  วันนั้น J

 

 

 

  

 

 

 

เหนื่อยกันมากทีเดียวครับกว่าจะถึงยอด  แต่ก็คุ้มค่าจริง ๆ เพราะเป็นวิวที่มองเห็นเมืองมัณฑะเลย์ได้แบบ 360 องศาเลย  มองออกไปสุดสายตาสามารถมองเห็นแม่น้ำเอยาวดีได้เลย     แนะนำว่าถ้ามาที่นี่มัณฑะเลย์  ควรขึ้นมาให้ได้ครับ  ที่สำคัญเผื่อแบตและเมมโมรี่กล้องไว้เยอะ ๆ ด้วย  รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน       .............................................................................  จบ Day3 J

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////