ท่องเมืองม่านหลังนาร์กิส

 

เที่ยวชม 5 มหาบูชาสถาน  และเมืองสำคัญในพม่า 11 19 May 2008

 

 

By   Shoot_cmu@yahoo.co.uk

 

 

 

 

 

Day  6  บ่ะกันวันที่สอง  (16 May)

 

 

 

ก่อนเดินทางกันในวันที่หก  พาไปชมอาหารมื้อค่ำของคืนวันที่ 5 กันก่อน J ………..วันนี้เราข้ามฝั่งจากร้านเมื่อวานมาครับ   บรรยากาศในร้านน่านั่งทีเดียว

 

 

 

วันนี้เราเลือกสั่งอาหารพม่ามาลองชิมดู   จากแรกได้แก่  ปลานึ่งสไตล์คะฉิ่น   ปลาเค้าสดดี   เม็ดสีน้ำตาลที่เห็นเป็นบ๊วยครับ  รสชาดออกเปรี้ยว หวาน 

 

 

จานต่อไปเป็นแกงกุ้งครับ  ผมเห็นเค้าเขียน Prawn curry ซึ่งมีสองแบบ เขียนว่า Myanmar style กับ Thai style   ......ผมเลยเลือก Prawn curry (Myanmar style) .........กุ้งบ้านเค้า สด  ตัวใหญ่ และเนื้อแน่น  แถมให้มาซะเต็มชามเลย   น้ำแกงสไตล์พม่า ดูคล้ายผัดเปรี้ยวหวานครับ  แต่จืด, มัน,  และมีน้ำเยอะกว่า  อร่อยไปอีกแบบ

 

 

จานนี้จริง ๆ สั่ง  หมูน้ำผึ้งไป  แต่ดันได้เป็นเนื้อมาซะอย่างนั้น  ก็โอเคครับ  เป็นผัดผักออกแนวหวาน ๆ   แต่ผมชอบน้อยกว่าสองจากแรก J

 

 

 

 

 

 

 

 

ตื่นเช้ามาก็มาเจอความโหดร้าย(เล็กน้อย) เหมือนเคยกับอาหารเช้าของโรงแรม    อ่อ เช้าวันนี้เราได้ใส่บาตรด้วยนะครับ(ครั้งแรกในรอบหลายปีของผมเลยมั้งเนี่ย 55)  เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าพระที่พม่านี่  รับบิณฑบาตรวมกันทุกอย่างเลยนะครับ  คือท่านจะเปิดบาตรออก  แล้วเราก็ตักอะไรก็ได้ใส่ไปในนั้น  คล้ายกับพระในสมัยพุทธกาลเลย  (ตามที่เคยเรียนมา)     ของผมใส่ข้าวเปล่า ๆ นี่แหละ  กับกล้วยหอมแบบที่เห็นในภาพ  ....................แบบนี้ไม่รู้ที่ประเทศไทย  พระท่านจะรับรึเปล่าเนอะ  อิ อิ

 

 

 

 

 

 

พอเราออกจากที่พักปุ๊บ  ฝนก็ตกปั๊บเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด  แต่วันนี้เริ่มชินแล้ว  เลยเตรียมตัวกันค่อนข้างดี    หลังจากที่เมื่อวานเปียกโชกตั้งกะยังไม่ทันถึงไหน  สถานที่แรกที่เราจะไปในวันนี้ คือ  เจดีย์ชเวซิกอง ซึ่งเป็น 1 ในมหาบูชาสถานของพม่า

 

 

 

 

 

                เจดีย์ชเวซิกอง เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากหลายส่วน  โดยพระเจ้าอโนรธาเป็นผู้รวบรวม  และบัญชาให้สร้างมหาเจดีย์แห่งนี้ขึ้น  (ชเว แปลว่า ทองคำ,  ซิกอง แปลว่า ริมน้ำ  เนื่องจากเจดีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอยาวดี)  แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จ  พระเจ้าอโนรธาก็เสด็จสวรรคตลงเสียก่อน  ในค.ศ. 1077  กษัตริย์พุกามองค์ต่อมาก็ได้สร้างจนสำเร็จ

 

  

 

 

 

                ช่วงที่ผมไปทางพม่าเค้าเอาผ้ามาคลุมองค์เจดีย์ไว้  เข้าใจว่ากำลังบูรณะอยู่   แถมโดนฝนเค้าไปอีก  เลยมะล่อกมะแลกอย่างที่เห็น (ทั้งเจดีย์ และพุทธศาสนิกชน J)  ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์องค์นี้เป็นแบบพม่าแท้  และเป็นต้นแบบให้กับเจดีย์องค์อื่น ๆ ในพม่าอีกมากมาย 

 

 

 

 

 

                จากนั้นเราไป ถ้ำญาณสิทธา  ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน   สร้างขึ้นโดยพระเจ้าญาณสิทธา   ภายในถ้ำมีภาพเขียนสีบนผนังอายุประมาณ 1000 ปี  แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพ  ใกล้ ๆ กันนั้น  จะเป็นหอพระไตรปิฏกโบราณซึ่งมีอยู่สองแห่งในพุกาม  (อีกแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ประตูตะระป่า)

 

 

 

 

พอออกมาด้านนอกลุงเอเมียง  ชี้ให้ดูทางเดินโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อเดินเข้าสู่พระธาตุชเวซิกอง    ทางเส้นนี้อายุประมาณ 1000 ปี  ด้านขวามือของภาพถ้าสังเกตดีจะเห็นทางเดินสีเหลืองซึ่งมีหลังคา  ตรงนั้นเป็นทางใหม่กว่า  แต่ก็สร้างมาหลายร้อยปีแล้ว

 

 

 

 

                จากนั้นเราไปต่อที่เจดีย์กุบยางจี  และกุบยางเน  ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน  (จี แปลว่า ใหญ่,  เน แปลว่า เล็ก)   ทั้งสองเจดีย์มีพระพุทธรูปและภาพเขียนฝาผนังโบราณอยู่ได้ใน 

 

เจดีย์กุบยางจี  ประตูถูกปิดไว้  ต้องตามคนเฝ้าประตูมาเปิด  เนื่องจากครั้งนึงเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาขโมยสมบัติ   นอกจากนั้นก็ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน (มีวัดไม่กี่แห่งที่ไม่อนุญาตให้ถ่าย)

 

 

 

 

 

 

          ที่เจดีย์กุบยางเน  เราสามารถถ่ายรูปได้ (แต่ก็ไม่ชัดอยู่ดี  55)

 

 

 

 

 

 

จากนั้นเราไปต่อที่ วัด ติโลมินโลที่ได้พูดถึงไปแล้วใน Day5   วัดนี้สร้างในคริสศตวรรษที่ 13 

 

 

 

 

 

 

 

มื้อเที่ยงวันนี้เป็นบุฟเฟต์อาหารพม่าครับ  เข้าท่าดีเหมือนกัน  จากน้ำพริกหรือจานผักของเค้ามีให้เลือกมากมายเลยครับ (ชอบมาก  เพราะอยู่ในพม่าหาผักกินไม่ค่อยได้  ส่วนใหญ่อาหารจะออกแนวแขก ๆ J)   ในขณะที่จานเนื้อก็มีทั้ง  ไก่, หมู, ปลา, แพะ  รสชาติอร่อยดี  รูปขวามือเป็นออเดิร์ฟล้างปากครับ  เข้าว่างั้น  จะเป็นถั่วกับผักสมุนไพรฉุน ๆ ชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณช่วยย่อย

 

 

 

 

อิ่มกันแล้ว  เราเดินทางต่อตามลายแทงในหนังสือนำเที่ยว  ที่ต่อไปคือหอพระไตรปิฏก ใกล้ประตูตะระป่า  ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สถานที่ที่พระเจ้าอโนรธาสร้างขึ้นหลังอัญเชิญพระไตรปิฏกจากเมืองตะโถ่ง  ไปดูแล้วก็ผิดหวังนิดหน่อยครับ  การบูรณะทำลวก ๆ (เหมือนบ้านเราเลย  หุ ๆ)  ดูเอาละกันครับ  ข้างล่าง กับข้างบนดูลักลั่นชอบกล L 

 

 

 

 

จากนั้นก็ไปเจดีย์มหาโพธิ  ซึ่งเลียนแบบมาจากพุทธคยา ในอินเดีย

 

  

 

 

 

 

จากนั้นเราก็ไปยังเจดีย์ บุพยา  ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอยาวดี  เจดีย์แห่งนี้ตามตำนานกล่าวว่าสร้างในคริสศตวรรษที่ 3 โดยกษัตริย์องค์ที่สามของพุกาม  ผู้ค้นพบวิธีกำจัดวัชพืชริมน้ำชนิดหนึ่ง  เก่าแก่มาก ๆ  ครับ  เกือบสองพันปี   (เอาง่าย ๆ ว่าพระเจ้าอโนรธาซึ่งกล่าวถึงบ่อย ๆ เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 42 ของอาณาจักรพุกาม  ก็ประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว)     ตัวเจดีย์ยังเป็นสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย  ไม่ซับซ้อน  นักโบราณคดีคาดว่าเจดีย์แห่งนี้เป็นต้นแบบของเจดีย์รุ่นถัดมาด้วย

 

 

 

 

 

ตอนแรกเรากะจะนั่งชมแม่น้ำเอยาวดี (มีพายุฝนเป็นของแถม)    พอดีมีเรือเข้ามาถามเราว่าสนใจนั่งเรือชมแม่น้ำมั๊ย  1.5 ชม.  12000 Kyat  …………ผมบอกว่า 8000 Kyat ได้มั๊ย  สุดท้ายเลยตกลงกันที่ 10000 Kyat  (ประมาณ 300 บาท)  จริง ๆ กะจะนั่งอยู่แล้วล่ะครับ  แต่ต่อเล่น ๆ ขำ  J      

 

วัดที่เรือพาเราไปแวะครับ  ศิลปะคล้าย ๆ ที่เมืองมัณฑะเลย์ 

 

  

 

 

 

 

  

 

 

 

เจดีย์บุพยาเมื่อมองจากแม่น้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

          แม่น้ำเอยาวดี  หรือที่รู้จักกันในชื่อ อิระวดี (ชื่อเก่า)  เป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศพม่า  เปรียบเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาของบ้านเรา   แต่ดูจากขนาดความกว้างของแม่น้ำบ้านเค้าแต่ละสายนี่  ต้องทึ่งในความกว้างขวางใหญ่โตจริง ๆ   อารมณ์น้อง ๆ ท่องเรือในทะเลเลยทีเดียว J

 

 

 

 

 

 

 

 

          พอขึ้นมาจากฝั่งปุ๊บ  ฝนตกอย่างหนักเลยครับ  เลยกะว่าจะกลับที่พักเลย  แต่พอมาถึงประตูตะระป่า  ปรากฏว่าหยุดตกซะงั้น  ผมเลยบอกว่างั้นไปต่ออีกหน่อย  J  ………ลุง เอ เมียง  แกก็เข้าใจครับ  ดังนั้นเราจึงได้มาที่  เจดีย์ มิงกาลา  ซึ่งเป็นหนึ่งในเจดีย์รุ่นสุดท้ายของอาณาจักรพุกาม  ก่อนถูกมองโกลเข้าทำลาย  ในคริสศตวรรษที่ 14

 

 

 

 

จากนั้นเราไปปิดท้ายวันที่ เจดีย์กุบยางจี อีกแห่งหนึ่ง  (ในพุกามมีเจดีย์ชื่อกุบยางจีเหมือนกัน 2 แห่ง)  …………….ส่วนเจดีย์สีทองนั้นเป็นเจดีย์ที่อยู่ติดกับกุบยางจีครับ  แต่ไม่ทราบชื่อ  ก่อนเข้าไปก็เจอกับกลุ่มเด็กก่อนเลยครับ  น่ารักดีครับ  เข้ามาขอตังค์  เจอมุก(สัญญาว่าจะ)แจกมาม่าของเพื่อนผมเข้าไป  ปรากฏว่าใช้ได้ผลดีทีเดียว  ไม่กวนมาก 55 

 

   

 

 

 

          รอบนี้เดินชมอย่างเดียวครับ  ประวัติไม่ได้อ่านมาเลย  ตอนนั้นมึนแล้วครับ  เหนื่อยมาทั้งวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          หลังจากอาบน้ำเสร็จ  ผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนผมอย่างดัง  ..........................................เพื่อนผมเจอเจ้าตัวข้างล่างนี้ในห้องน้ำครับ  เหอ ๆ คือเกสต์เฮ้าส์ที่พักเนี่ย  มีแอร์กะน้ำอุ่นก็จริงๆ นะครับ  แต่ก็โทรม ๆ แล้ว  ห้องน้ำก็ออกแนวบ้าน ๆ หน่อย   (ยังดีที่นอนคืนสุดท้ายแล้ว 55 J)

 

 

 

               

มื้อค่ำวันนั้น  เราลองเดินไปอีกทางดู  สุดท้ายก็เลือกเข้าร้านอาหารร้านหนึ่ง  บังเอิญโชคดีมากร้านนี้มีหุ่นกระบอกเล่นให้ดูด้วย   วันนี้สั่งผัดพริกกุ้งครับ  อร่อยรสชาดใกล้เคียงกับบ้านเรามาก J

 

 

น้องที่เล่นหุ่นกระบอก  เก่งมากเลยครับ  หุ่นตัวนึงเชือกงี้บานเลย

   

 

 

คนในร้านอาหารอีกโต๊ะนึง  ใจดีครับ  เป็นจีนคนนึงฝรั่งเศสคนนึง   แกชวนคุย ........................แล้วเล่าให้ฟังว่าน้องคนนี้รองชนะเลิศการแข่งขันหุ่นกระบอกระดับประเทศเลยครับ J  แนะนำนะครับ  ร้าน PHOCHO restaurant  ……………ถ้าจำไม่ผิดเล่นประมาณ 2-3 ทุ่มเนี่ยแหละครับ  น้องเค้าเป็นเจ้าของร้านเองด้วย

 

 

 

ตอนเดินกลับมาเจอสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจด้วยครับ  ................โอ้ว!  บ่ะกันมีร้านวินนิ่งด้วย    อย่างนี้ผมก็อยู่ได้เป็นเดือนเลยน่ะสิ  55 ……………จบ Day6

 

  

 

 

 

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////